39ปี ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ: สัญลักษณ์แห่งโรม่า ตำนานราชาหมาป่ากรุงโรม part 5

โพสต์โดย romathai 18/12/2015 0 คอมเม้นท์ บทความพิเศษ,

ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมก่อนทำศึกฟุตบอลโลก ...............

 

        ในทีม โรม่า นั้น ต๊อตติ เองเคยพูดเสมอว่า เขารู้สึกยินดีที่เพื่อนร่วมทีมหมาป่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และไม่เคยมีข้อขัดแย้งใดๆที่จะกระทบกับผลงาน หรือการลงสนามของทีม

 

      “ในทีม โรม่า ทุกคนเป็นมืออาชีพ ผมรู้สึกดีเสมอเวลาอยู่ในห้องแต่งตัว ถึงแม้จะเป็นเกมที่เราพ่ายแพ้ เราจะช่วยกันแก้ปัญหา โดยมี คาเปลโล่ เป็นผู้ชี้แนะ ผมสนิทกับ ก็องเดอล่า เขาตลกดี เขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่กลับรู้เรื่องอิตาลีนอกกรุงโรม มากกว่าผมซะอีก”

 

           ในส่วนของทีมชาติ ซึ่งในขณะนั้น ต๊อตติ ถูกคาดหมายว่าจะได้รับการการันตีเป็นเพลย์เมคเกอร์ตัวจริงของทีมสู้ศึกฟุตบอลโลกที่เอเชีย โดยหลายฝ่ายมองว่า ต๊อตติ เหมือนเป็นลูกรักของ ตราปัตโตนี่  เขาถูกสื่อมวลชนพยายามนำไปเปรียบเทียบกับ โรแบร์โต้ บาจโจ้ และ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ดาวเตะรุ่นพี่ในทีมชาติอยู่เสมอ แต่ ต๊อตติ ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาคิดแต่อย่างใด กลับกันเขายังให้ความเคารพผู้เล่นรุ่นพี่ทุกคนในทีมชาติเสมอ

 

         “ผมสนิทกับ เดล ปิเอโร่ ในทีมชาติ เขาช่วยเหลือผมทุกๆเรื่อง ผมเคารพเขาเสมอ มันไม่สำคัญว่าใครจะได้เป็นตัวจริงเกมไหน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเทรนเนอร์ในการตัดสินใจเลือกผู้เล่น แต่ที่ผมสามารถบอกได้คือ เราทั้งสองคนสามารถเล่นร่วมกันได้แน่นอน”

 

         “สำหรับ บาจโจ้ ก็เช่นกัน เขาเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ เขาเคยได้ลูกบอลทองคำ พวกคุณคงไม่สงสัยในความสามารถเขาอยู่แล้ว ผมก็เช่นกัน แต่อย่างที่ผมบอก ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเทรนเนอร์ คุณควรจะไปถามเขามากกว่า” ต๊อตติ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ลา กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ที่ถามเขาในเรื่องเกี่ยวกับ เดล ปิเอโร่ และ บาจโจ้ ในทีมชาติอิตาลี

 

 

เพลย์เมคเกอร์  ผู้หวังจะนำอัซซูรี่เถลิงบัลลังก์แชมป์โลก .............

 

       ความเก่งกาจของ ต๊อตติ นั้นได้รับการยอมรับจากทุกคนในวงการฟุตบอลอิตาลี  โจวานนี่ อันเญลลี่ อดีตเจ้าของสโมสรยูเวนตุส อาจเคยกล่าวว่า เดล ปิเอโร่ เปรียบเหมือนศิลปินที่สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซในสนาม  แต่หากถาม “อิล แทร็ป” โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีในขณะนั้น เขาเชื่อว่ากัปตันทีมหมาป่ารายนี้มีค่าเกินกว่าจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

 

        “นักเตะชั้นยอดทุกคนย่อมมีอัจฉริยภาพแฝงอยู่ในตัว  แต่บนโลกก็มีคนอย่าง วินเซนต์ ฟาน โก๊ะห์ เพียงผู้เดียว  เช่นเดียวกับที่ไม่มี ต๊อตติ คนที่สองบนโลกนี้”

 

       แน่นอนว่า ต๊อตติ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการจับตามองว่าจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยทีมชาติอิตาลีประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ นั่นคือ แชมป์โลก ซึ่งทีมนั้นได้ห่างเหินมานานเป็นเวลากว่า 20 ปี  และถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะเป็นชาติแรกในยุโรปที่คว้าแชมป์โลกได้มากที่สุดถึง 4 สมัย เทียบเท่า บราซิล ของทวีปอเมริกาใต้  ก่อนหน้านั้น ต๊อตติ ได้รับคำชมเปรียบเปรยกับนักเตะซูเปอร์สตาร์ในอดีตมากมาย  อิล แทร็ป ถึงกับยกให้เทียบชั้น ยูเซบิโอ ตำนานทีมชาติโปรตุเกส เลยทีเดียว และยังบอกอีกว่า เขาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมไม่ต่างอะไรไปจาก ซีดาน ของฝรั่งเศส หรือ เวรอน ของอาร์เจนติน่า ซึ่งดูเหมือนตัว ต๊อตติ จะไม่ค่อยสนใจคำชมนั้นๆนัก  เขามุ่งมั่นที่จะทำผลงานที่ได้รับมอบหมายจากโค้ช รวมทั้งความตั้งใจสานฝันของตัวเองให้สำเร็จมากกว่า

 

 

ฟุตบอลโลกครั้งแรกในชีวิตของ ต๊อตติ .............

 

      ศึกฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ อิตาลีลงสนามแข่งในฐานะทีมเต็งแชมป์ทีมหนึ่ง เพราะมีนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์ร่วมทีมเต็มไปหมด และ ต๊อตติ ก็กลายเป็นผู้เล่นที่แฟนบอล และสื่อมวลชนทั่วโลกให้การจับตามองมากที่สุดไม่ต่างกับซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆเช่น ซีดาน, โรนัลโด้, เบ็คแฮม หรือ เวรอน เขาได้ใส่เสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขของเพลย์เมคเกอร์ในระดับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก โดย เดล ปิเอโร่ ต้องยอมสละไปใช้เสื้อหมายเลข 7 แทน ทั้งที่เขาเคยเป็นเจ้าของเลขนี้มาก่อน เหมือนเป็นการส่งมอบตำแหน่ง “โกลเด้นบอย” คนใหม่ให้ ต๊อตติ อย่างเป็นทางการ

 

       เกมถ่ายทอดสดที่อิตาลีลงแข่งทุกเกม ช่างภาพทุกสำนัก รวมถึงตากล้องโฟกัสไปที่ ต๊อตติ มากที่สุด ตั้งแต่เกมนัดเปิดสนามของอิตาลีที่พบกับ เอกวาดอร์ ซึ่งเกมนั้น ต๊อตติ โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด เขาจ่ายบอลให้ คริสเตียน วิเอรี่ ซัลโว 2 ประตู เอาชนะคู่แข่งจากอเมริกาใต้ได้ 2-0 ซึ่งเกมที่ว่านี้ ต๊อตติ ลงเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวต่ำ หลังตัวเป้าอย่าง วิเอรี่ ในระบบ 4-4-2 อิตาลี เริ่มต้นได้อย่างสวยงามในฟุตบอลโลก

 

      มาถึงเกมที่ 2 ในรอบแรก เกิดเรื่องช็อคขึ้น เมื่อ อิตาลี ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ โครเอเชีย แบบค้านสายตา 1-2  ทั้งๆที่ คริสเตียน วิเอรี่ ยิงประตูให้อิตาลีขึ้นนำก่อน แต่มาโดน โครเอเชีย ยิงแซง 2 ประตู ขึ้นไปนำเฉยเลย บ้างก็ว่าเพราะเกมนี้ เนสต้า เจ็บตั้งแต่ช่วงต้นเกม ไปโทษ มาเตรัซซี่ ว่าเป็นบ่อน้ำมัน ไฮไลต์ที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ วิเอรี่ ยิงประตูตีเสมอได้ แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินจากเดนมาร์ค เยนส์ ลาร์เซ่น ยกธงว่าล้ำหน้า ทั้งที่จริงแล้วไม่ล้ำ ส่วน ต๊อตติ เอง เขาก็ช็อคไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ เขามีโอกาสยิงประตูตีเสมอให้ทีมได้ แต่เหมือนฟ้าไม่เป็นใจ ลูกฟรีคิกอันหนักหน่วงของเขาในช่วงท้ายเกมไปชนเสาเต็มๆ จบเกม อิตาลี แพ้ โครเอเชีย อย่างเจ็บปวด

 

    เกมสุดท้ายของรอบแรก เจอกับ เม็กซิโก เกมนี้ถือเป็นเกมชี้ชะตา เพราะ อิตาลี จะแพ้ไม่ได้ หรือถ้าหากเสมอ ก็ต้องไปลุ้นให้ เอกวาดอร์ ทีมบ๊วยของกลุ่มพลิกล็อคชนะ โครเอเชีย ซึ่งถือว่ายากมากๆและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย  เกมนี้ ฮาเวียร์ อากิร์เร่เทรนเนอร์ทีมชาติเม็กซิโก ยอมเสียผู้เล่นจากระบบทีมไป 1 คน โดยให้ เคราร์โด้ ตอร์ราโด้ ตามมาร์กตาย ต๊อตติ ตลอดทั้งเกม  ทำเอา ต๊อตติ แทบไม่เจอบอลเลยครับ เขาโชว์ฟอร์มไม่ออกในเกมนี้ และถูกเปลี่ยนตัวออกให้ เดล ปิเอโร่ ลงสนามมาแทน และก็เป็น เดล ปิเอโร่ ที่เป็นฮีโร่ เมื่อเขาซัดประตูตีเสมอ 1-1 ได้ก่อนหมดเวลาแค่ 5 นาที ประตูนั้นมีค่ามากจริงๆ เพราะ โครเอเชีย ดันไปบ้าจี้แพ้ เอกวาดอร์ หน้าตาเฉยซะงั้น สุดท้าย อิตาลี ผ่านเข้าสู่รอบสองแบบหืดจับที่สุด เหมือนโกงความตาย ทั้งๆที่น่าจะตกรอบไปแล้ว

 

 

จากความฝันแชมป์โลก กลายเป็นฝันร้ายเมื่อต้องถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม ..............

 

      เกมรอบสอง เหมือนเป็นเกมฟุตบอลนัดประวัติศาสตร์ที่วงการฟุตบอลอิตาลีจะต้องจดจำไว้ไม่มีวันลืมเลือนแน่ๆ พวกเขาเข้าไปพบกับเจ้าภาพร่วม เกาหลีใต้ ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโกงยามที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ  เรียกว่าโกงจนเป็นตำนาน ตั้งแต่โอลิมปิกปี 1988 เคยทำให้ รอย โจนส์ จูเนียร์ แพ้ พาร์ค ซี-ฮุน มาแล้ว ทั้งที่นักชกเกาหลีใต้โดนถลุงจนไม่ต่างอะไรกับคนเมา

 

       เกมนี้ อิตาลี ไม่มี 2 เซนเตอร์ตัวจริงอย่าง เนสต้า และ คันนาวาโร่ รายแรกเจ็บ ส่วนรายหลังติดโทษแบน ต้องให้ เปาโล มัลดินี่ หุบมายืนเซ็นเตอร์คู่กับ มาร์ค ยูเลียโน่ แทน แต่เกมรุกนั้น เทรนเนอร์ ตราปัตโตนี่ ใช้ 3 ประสาน วิเอรี่, ต๊อตติ และ เดล ปิเอโร่ ลงครบครัน และ อิตาลี ก็เล่นได้ดีกว่าเห็นได้ชัดในช่วงต้นเกม จนได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากลูกเตะมุมของ ต๊อตติ ที่เปิดได้อย่างแม่นยำให้ วิเอรี่ เข้าฮอสหน้าประตู วิเอรี่พุ่งโขกบอลตุงตาข่าย เพื่อนร่วมทีมต่างเข้ามารุมล้อมเพื่อให้กำลังใจ ต๊อตติ หลังจากเกมก่อนเขาโชว์ฟอร์มไม่ออก

 

       แต่หลังจากนั้นเหมือนเป็นวิบากกรรมที่ อิตาลี ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะประสบพบเจอ เมื่อพวกเขาได้โอกาสในการทำประตูมากมาย แต่กลับทำประตูเพิ่มเพื่อฝังเจ้าถิ่นไม่ได้ (เหมือน รอย โจนส์ ที่น็อกนักชกเกาหลีไม่ได้นั่นแหล่ะ) วิเอรี่ มีโอกาสยิงจ่อๆไม่ถึง 5 หลาโล่งๆ กลับยิงไม่เข้ากรอบ เกมนี้ผมมองว่า ตราปัตโตนี่ พลาดมหันต์ที่ปรับแท็กติกเน้นเกมรับกับทีมเลือดสู้ฟัดอย่าง เกาหลีใต้ ด้วยการถอด เดล ปิเอโร่ ออก แล้วเน้นรับเต็มที่ เลยกลายเป็นโดนเกาหลีล่อเป้าเป็นชุดในช่วง 10 นาทีสุดท้าย และจนได้ครับ ก่อนหมดเวลา 2 นาที โซล คี เฮือน ซัดประตูตีเสมอเป็น 1-1

 

        ในเกมช่วงต่อเวลาพิเศษ เหมือนเป็นการฉายภาพรีเพลย์ โอลิมปิก 1988 อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด บรรดานักเตะอิตาลีโดนเตะกระจายแต่ไม่มีเสียงนกหวีด (มัลดินี่ โดนเตะที่หัว) ตามมาด้วยไฮไลต์สำคัญเมื่อ ดาเมียโน่ ตอมมาซี่ ได้บอลจากครึ่งสนาม แล้วลากมายิงเข้าประตู แต่ผู้ตัดสินไบรอน โมเรโน่ ชาวเอกวาดอร์ ไม่ให้ประตู โดยบอกว่าล้ำหน้า ทั้งๆที่จริงแล้วไม่ล้ำ โมเรโน่ ไม่ได้เป่าตั้งแต่ครึ่งสนาม แต่รอให้ ตอมมาซี่ ลากเข้าไปยิงประตูก่อน แล้วค่อยเป่าครับ คุณเคยเห็นเรื่องแบบนี้ไหม?

 

        เท่านั้นยังไม่พอ เหยื่อต่อมาของ โมเรโน่ และต้องกลายเป็นผู้โชคร้ายถูกไล่ออก คือ ต๊อตติ เมื่อก่อนหมดครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาไม่นาน เขากระชากบอลเข้าไปถึงในเขตโทษของ เกาหลีใต้ ก่อนเตรียมจะง้างเท้ายิงแบบเข้าข้อ จังหวะนั้น อี ชุน-ซู นักเตะโสมขาวพุ่งเข้ามาสกัดดาวเตะหมาป่าล้มลง เอาแล้วครับ เฟเรนซ์ เซเคลี่ ไลน์แมนชาวฮังกาเรียน ซึ่งอยู่ใกล้เหตุการณ์ที่สุด สะบัดธงเป็นลูกฟาวล์ไปแล้ว อิตาลีกำลังจะได้ลูกที่จุดโทษ แต่ โมเรโน่ ซึ่งจังหวะนั้นอยู่กลางสนาม ย้ำครับ ว่ากลางสนาม วิ่งเข้ามาบอกว่า ต๊อตติ พุ่งล้ม และชูใบเหลืองที่สองข้อหาตบตาผู้ตัดสิน กลายเป็นใบแดงไล่ออกแบบช็อคคนดูทั่วโลก เขาใช้กล้องส่องทางไกล หรือกระแสจิตตัดสินล่ะเนี่ย

 

        อิตาลีต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คนในสนาม จึงต้องตั้งรับ รอไปยิงจุดโทษอย่างไม่มีทางเลือกอื่น แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เมื่อพลพรรคอัซซูร์รี่ซึ่งส่วนใหญ่อายุมากแล้ว ต้านทานความอึดของพลังหนุ่มโสมไม่ไหว โดนลูกโหม่งประตูชัยของ อาห์น จุง ฮวาน เข้าไปในนาทีที่ 117 ครับ มันเป็นโกลเด้นโกล อิตาลี ไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวเอาคืนได้ มันเป็นค่ำคืนที่แสนจะโหดร้ายสำหรับชาวอิตาเลียน และแฟนบอลอัซซูร์รี่ทั่วโลก

 

 

ที่มา : Francesco Totti Club Thailand